Thursday, May 5, 2011
ด้าน Hardware
อุปกรณ์ Input
Wireless Comfort Desktop 5000 ชุดคีย์บอร์ดและเม้าส์ที่ช่วยเสริมสร้างการใช้งานวินโดวส์ 7 โดยช่วยให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวันสะดวกยิ่งกว่าที่เคย ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า Taskbar Favourites ช่วยในการประหยัดเวลา โดยช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงโปรแกรมที่เปิดอยู่ได้อย่างรวดเร็ว Taskbar Favourites จะค้นหาตำแหน่งของแอพพลิเคชั่นที่เปิดอยู่อย่างอัตโนมัติด้วยทาสก์บาร์ของวินโดวส์ 7 ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนไอคอนที่อยู่บนทาสก์บาร์ได้เพียงแค่ลากไอคอนไปยังตำแหน่งที่ต้องการ จากนั้น ฟีเจอร์ Taskbar Favourites ก็จะจดจำตำแหน่งใหม่ของโปรแกรมอย่างอัตโนมัติ ฟีเจอร์อื่นๆ ที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ ได้แก่
• Device Stage: เม้าส์และคีย์บอร์ดของไมโครซอฟท์รองรับการทำงานของ Device Stage ได้เป็นอย่างดี ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงการทำงานทั่วไปได้ ซึ่งรวมไปถึง ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ การลงทะเบียน การตั้งค่า รวมถึงประเภทของสินค้าที่เป็นที่นิยม อาทิ โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป เครื่องพิมพ์ เครื่องเล่นเพลงแบบพกพา และ อุปกรณ์อินพุตอื่นๆ
• Windows Flip: ผู้ใช้งานเม้าส์และคีย์บอร์ดของไมโครซอฟท์ สามารถมองเห็นทัมบ์เนลของหน้าต่างที่เปิดอยู่ได้เพียงแค่กดปุ่มที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ยังแสดงพรีวิวแบบเต็มหน้าจอ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกแอพพลิเคชั่นที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
• Device Stage: เม้าส์และคีย์บอร์ดของไมโครซอฟท์รองรับการทำงานของ Device Stage ได้เป็นอย่างดี ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงการทำงานทั่วไปได้ ซึ่งรวมไปถึง ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ การลงทะเบียน การตั้งค่า รวมถึงประเภทของสินค้าที่เป็นที่นิยม อาทิ โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป เครื่องพิมพ์ เครื่องเล่นเพลงแบบพกพา และ อุปกรณ์อินพุตอื่นๆ
• Windows Flip: ผู้ใช้งานเม้าส์และคีย์บอร์ดของไมโครซอฟท์ สามารถมองเห็นทัมบ์เนลของหน้าต่างที่เปิดอยู่ได้เพียงแค่กดปุ่มที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ยังแสดงพรีวิวแบบเต็มหน้าจอ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกแอพพลิเคชั่นที่ต้องการได้ง่ายขึ้น
ชุดผลิตภัณฑ์ Wireless Comfort Desktop 5000 ประกอบด้วย Microsoft Comfort Curve keyboard ซึ่งให้สัมผัสที่สบาย และช่วยให้การใช้งานสะดวกสบายยิ่งขึ้น การดีไซน์แบบ Comfort Curve ได้เปิดตัวเมื่อ 5 ปี ที่แล้ว โดยปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 10 ล้านชิ้น
นอกจากนี้ ยังมี Wireless Mouse 5000 ซึ่งผสานเทคโนโลยีบลูแทร็ค ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นผิวสัมผัสที่หลากหลายมากกว่าเทคโนโลยีออพติคอลหรือเลเซอร์ (เทคโนโลยีบลูแทร็ค ไม่สามารถใช้งานบนพื้นผิวซึ่งเป็นกระจกใส หรือ กระจกเงาได้)
อุปกรณ์ CPU
อินเทล(intel) ประกาศชื่อซีพียูรุ่นใหม่ออกมาแล้วในชื่อ Intel Core i7 พร้อมด้วยโลโก้ 2 สี โดยสีน้ำเงิน จะใช้สำหรับ Intel Core i7 รุ่นธรรมดา และสีดำจะใช้สำหรับ Intel Core i7 รุ่น Extreme Edition
ซีพียูรุ่น Intel Core i7 เป็นซีพียูที่มีชื่อเล่น (โค้ดเนม) ว่า Neharem ซึ่งทางอินเทลจะเริ่มวางจำหน่ายซีพียูสำหรับเครื่อง PC ในปีหน้านี้(2009) โดยซีพียู Intel Core i7 จะมาพร้อมกับเทคโนโลยี Intel? Hyper-Threading Technology ที่จะทำงานบนซีพียูแบบ 4 แกน (four processor cores) ส่งผลให้เครื่องที่ใช้ซีพียู Intel Core i7 สามารถทำงานได้พร้อมๆกันในระัดับประมวลผลถึง 8 งาน หรือเทียบเท่ากับจำนวนงานที่ทำได้พร้อมกันในซีพียูแบบ 8 แกนที่ไม่มีเทคโนโลยี Hyper-Threading
Intel เผยซีพียูสำหรับ PC รุ่นใหม่ Intal Core i7
Intel เปิดเผยข้อมูลซีพียูรุ่นใหม่ที่จะมาใช้งานบนเครื่อง Desktop PC แทนซีพียูรุ่นปัจจุบันโดยใช้ชื่อว่า Intel Core i7 ซึ่งใช้ชื่อรหัส Codename ว่า Nehalem (ไม่รู้อ่านว่าอะไร จะเรียกว่า เน-ฮา-เลม มันก็กระไรๆ อยู่) โดย Intel แจ้งว่าซีพียู Core i7 จะสามารถทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานดีขึ้นกว่าเดิม
Intel เปิดเผยข้อมูลซีพียูรุ่นใหม่ที่จะมาใช้งานบนเครื่อง Desktop PC แทนซีพียูรุ่นปัจจุบันโดยใช้ชื่อว่า Intel Core i7 ซึ่งใช้ชื่อรหัส Codename ว่า Nehalem (ไม่รู้อ่านว่าอะไร จะเรียกว่า เน-ฮา-เลม มันก็กระไรๆ อยู่) โดย Intel แจ้งว่าซีพียู Core i7 จะสามารถทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานดีขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม Intel เปิดเผยถึงความพิเศษของ Core i7 ตัวนี้ออกมาน้อยมาก Intel บอกเพียงว่า Core i7 จะมีระบบคล้ายๆ Hyper Threading ที่ทำให้ซีพียู 1 Core มีสภาพคล้ายๆ ซีพียู 2 Core ซึ่งระบบนี้เคยใช้งานใน Pentium 4 EE กับ Pentium D มาแล้ว
ซีพียู Core i7 จะวางจำหน่ายเป็นซีพียูสำหรับ Desktop PC ในช่วงปลายปีนี้ โดย Intel จะวางจำหน่ายเป็น 2 ตระกูล คือ Core i7 รุ่นปกติจะใช้โลโก้สีฟ้า และรุ่น Core 7i Extreme Edition จะใช้โลโก้สีดำโดยรุ่น Extreme จะเป็นรุ่นที่มีความเร็วสูงพิเศษและคาดว่าจะเป็นรุ่นที่ OverClock ได้ง่ายกว่ารุ่นปกติ และในปีหน้าซีพียู Core i7 จะเริ่มแตกลูกแตกหลานไปเป็นซีพียูกลุ่มอื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นซีพียูสำหรับโน้ตบุ๊ค เพราะตอนนี้ Centrino 2 เพิ่งคลอดได้ไม่กี่เดือนเองเท่าที่สังเกตข่าวนี้ทาง Intel ให้ข้อมูลออกมาค่อนข้างน้อยจนผมเองก็ไม่มั่นใจว่า เจ้า Core i7 นั้นจะแรงจริง เร็วจริงเหมือนกับ Core Duo ที่ใช้กันทุกวันนี้หรือเปล่า หรือมันจะเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำร้อย Pentium 4 กับ Pentium D ที่ผมมองว่าเป็นซีพียูที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จของ Intel
อย่างไรก็ตามข่าวซีพียู Core i7 นี้คงทำให้ตลาด Desktop PC ปลายปีสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นมา หลังจากที่กระแสโน้ตบุ๊คทำให้ร้านค้าตามห้างไอทีกลายเป็นร้านโน้ตบุ๊คกันเกือบหมด
อุปกรณ์ Memory เทคโนโลยีตัวใหม่ล่าสุด
คิงส์ตันส่งเมมโมรี่ใหม่เสริมทัพ
HyperX 8GB สนับสนุนแพลตฟอร์ม Core i5 และ i7 ของอินเทล
กรุงเทพฯ – 30 กันยายน 2552 - วันนี้ Kingston Technology Company, Inc ผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับผลิตภัณฑ์หน่วยความ จำระดับโลก ประกาศเปิดตัวเมมโมรี่ HyperX ในชุดคิทความจุ 8GB แบบ Dual-channel เพื่อเสริมทัพกลุ่มผลิตภัณฑ์เมมโมรี่ที่รองรับซีพียู LGA1156 Core i5 และ Core i7 ใหม่ล่าสุดของอินเทล เมมโมรี่ DDR3 XMP ใหม่มาพร้อมความเร็วในการทำงานระดับ 1600 และ 1333 MHz ใช้ไฟเลี้ยงระดับต่ำเพียง 1.65 โวลต์
เมมโมรี่ตัวใหม่ของคิงส์ตัน ที่มาในชุดคิทความจุ 8GB ยกระดับประสิทธิภาพความแรงในการทำงาน สนองความต้องการของผู้ใช้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากระ บบปฏิบัติการแบบ 64 บิต รวมถึงวินโดวส์ วิสต้า และวินโดวส์ 7 ชุดคิทแบบดูอัลแชนเนลประสิทธิภาพสูงของเมมโมรี่ HyperX ของคิงส์ตันช่วยยกระดับสุดยอดประสิทธิภาพความแรงสำหร ับกลุ่มผู้ใช้งาน คอมพิวเตอร์อย่างจริงจัง เช่น งานกราฟฟิค และงานด้านวีดีโอ
เมมโม รี่ตัวใหม่ของคิงส์ตันที่มาในชุดคิทความจุ 8GB เป็นผลิตภัณฑ์ตัวล่าสุดที่ถูกส่งมาเสริมทัพเมมโมรี่ใ นกลุ่มที่รองรับซีพียู Core i5 และ Core i7 โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปีนี้ที่ผ่านมา คิงส์ตันได้เปิดตัวเมมโมรี่ในชุดคิทความจุ 4GB ความเร็วระดับ 2133-, 2000-,1600 และ 1333 MHz ออกมาเป็นระลอก
http://fws.cc/jomjone/index.php?topic=1158.0
ด้าน Communication
WiMAX เป็นชื่อเรียกเทคโนโลยีไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดที่คาดหมายกันว่า จะถูกนำมาใช้งานในอนาคตอันใกล้นี้ โดย WiMAX เป็นชื่อย่อของ Worldwide Interoperability for Microwave Access ซึ่งเป็นเทคโนโลยี
บรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาบนมาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่งมาก็ได้พัฒนามาตรฐาน IEEE 802.16a ขึ้น โดยได้การอนุมัติออกมาเมื่อเดือนมกราคม 2004 โดยสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) ซึ่ง
มีรัศมีทำการที่ 30 ไมล์ หรือเป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ซึ่งนั่นหมายความว่า WiMAX สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G มากถึง 10 เท่า ยิ่งกว่านั้นก็
ยังมีอัตราความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลสูงสุดถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ซึ่งเร็วกว่า 3G ถึง 30 เท่าทีเดียว
โดยมาตรฐาน IEEE 802.16a หรือ WiMAX มีความสามารถในการส่งกระจายสัญญาณในลักษณะจากจุดเดียวไปยังหลายจุด (Point-to-multipoint) ได้พร้อมๆ กัน โดยมีความสามารถรองรับการทำงานในแบบ
Non-Line-of-Sight ได้ สามารถทำงานได้แม้กระทั่งมีสิ่งกีดขวาง เช่น ต้นไม้ หรือ อาคารได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ WiMAX สามารถช่วยให้ผู้ที่ใช้งาน สามารถขยายเครือข่ายเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้กว้างขวางด้วยรัศมีทำการถึง 31 ไมล์ หรือประมาณ 48 กิโลเมตร และมีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดถึง 75 Mbps มาตรฐาน IEEE 802.16a นี้ใช้งานอยู่บนคลื่นไมโครเวฟที่ความถี่ระหว่าง 2-11 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) และยังสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์มาตรฐานชนิดอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี
จากจุดเด่นของการทำงานของ WiMAX ข้างต้น ทำให้เทคโนโลยีตัวนี้สามารถตอบสนองความต้องการของการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้กับพื้นที่ที่ห่างไกล ที่สายเคเบิ้ลไม่สามารถลากไปไม่ถึงได้เป็นอย่างดี ตลอดจนเพิ่มความสะดวกสบาย และประหยัดสำหรับการขยายเครือข่ายในเมืองที่มีอยู่แล้วได้ เนื่องจากไม่ต้องลงทุน ขุดถนนเพื่อวางสายเคเบิลใยแก้วใหม่ นอกจากนั้น WiMAX หรือบรอดแบนด์ไร้สาย มาตรฐาน IEEE 802.16a ยังได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพของคุณภาพในการให้ ้บริการ (QoS) ซึ่งสามารถรองรับการใช้ การใช้งานภาพ (video) หรือการใช้งานเสียง (voice) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรของเครือข่ายมากอย่างเก่า (low-latency network) อีกทั้งในเรื่องของความปลอดภัยยังได้เพิ่มคุณสมบัติของความเป็นส่วนตัว (privacy) ซึ่งต้องได้รับอนุญาต (authentication) ก่อนที่จะเข้าออกเครือข่าย และข้อมูลต่างๆ ที่รับส่งก็จะได้รับการเข้ารหัส (encryption) อีกด้วย ทำให้การรับส่งข้อมูลบน มาตรฐานตัวนี้มีความปลอดภัยมากขึ้น
ซึ่งประโยชน์ดังกล่าวนี้ ทำให้เราสามารถนำ WiMAX ไปประยุกต์เพื่อลดช่องว่างของ เทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกลที่เทคโนโลยีเข้าไปไม่ถึง ตลอดจนสนองความต้องการ การใช้งานบรอดแบนด์ในเมืองที่มีพื้นที่แออัดได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่าการติดตั้งเครือข่ายในแบบวางสายสัญญาณที่ใช้งานกันอยู่
บรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาบนมาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่งมาก็ได้พัฒนามาตรฐาน IEEE 802.16a ขึ้น โดยได้การอนุมัติออกมาเมื่อเดือนมกราคม 2004 โดยสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) ซึ่ง
มีรัศมีทำการที่ 30 ไมล์ หรือเป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ซึ่งนั่นหมายความว่า WiMAX สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G มากถึง 10 เท่า ยิ่งกว่านั้นก็
ยังมีอัตราความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลสูงสุดถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ซึ่งเร็วกว่า 3G ถึง 30 เท่าทีเดียว
โดยมาตรฐาน IEEE 802.16a หรือ WiMAX มีความสามารถในการส่งกระจายสัญญาณในลักษณะจากจุดเดียวไปยังหลายจุด (Point-to-multipoint) ได้พร้อมๆ กัน โดยมีความสามารถรองรับการทำงานในแบบ
Non-Line-of-Sight ได้ สามารถทำงานได้แม้กระทั่งมีสิ่งกีดขวาง เช่น ต้นไม้ หรือ อาคารได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ WiMAX สามารถช่วยให้ผู้ที่ใช้งาน สามารถขยายเครือข่ายเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้กว้างขวางด้วยรัศมีทำการถึง 31 ไมล์ หรือประมาณ 48 กิโลเมตร และมีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดถึง 75 Mbps มาตรฐาน IEEE 802.16a นี้ใช้งานอยู่บนคลื่นไมโครเวฟที่ความถี่ระหว่าง 2-11 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) และยังสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์มาตรฐานชนิดอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี
จากจุดเด่นของการทำงานของ WiMAX ข้างต้น ทำให้เทคโนโลยีตัวนี้สามารถตอบสนองความต้องการของการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้กับพื้นที่ที่ห่างไกล ที่สายเคเบิ้ลไม่สามารถลากไปไม่ถึงได้เป็นอย่างดี ตลอดจนเพิ่มความสะดวกสบาย และประหยัดสำหรับการขยายเครือข่ายในเมืองที่มีอยู่แล้วได้ เนื่องจากไม่ต้องลงทุน ขุดถนนเพื่อวางสายเคเบิลใยแก้วใหม่ นอกจากนั้น WiMAX หรือบรอดแบนด์ไร้สาย มาตรฐาน IEEE 802.16a ยังได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพของคุณภาพในการให้ ้บริการ (QoS) ซึ่งสามารถรองรับการใช้ การใช้งานภาพ (video) หรือการใช้งานเสียง (voice) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรของเครือข่ายมากอย่างเก่า (low-latency network) อีกทั้งในเรื่องของความปลอดภัยยังได้เพิ่มคุณสมบัติของความเป็นส่วนตัว (privacy) ซึ่งต้องได้รับอนุญาต (authentication) ก่อนที่จะเข้าออกเครือข่าย และข้อมูลต่างๆ ที่รับส่งก็จะได้รับการเข้ารหัส (encryption) อีกด้วย ทำให้การรับส่งข้อมูลบน มาตรฐานตัวนี้มีความปลอดภัยมากขึ้น
ซึ่งประโยชน์ดังกล่าวนี้ ทำให้เราสามารถนำ WiMAX ไปประยุกต์เพื่อลดช่องว่างของ เทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกลที่เทคโนโลยีเข้าไปไม่ถึง ตลอดจนสนองความต้องการ การใช้งานบรอดแบนด์ในเมืองที่มีพื้นที่แออัดได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่ประหยัดกว่าการติดตั้งเครือข่ายในแบบวางสายสัญญาณที่ใช้งานกันอยู่
สำหรับมาตรฐานของเทคโนโลยี WiMAX ที่มีการพัฒนาขึ้นมาในขณะนี้นั้น มีดังต่อไปนี้
- IEEE 802.16 เป็นมาตรฐานที่ให้ระยะทางการเชื่อมโยง 1.6 – 4.8 กิโลเมตร เป็นมาตรฐานเดียวที่สนับสนุน LoS (Line of Sight) โดยมีการใช้งานในช่วงความถี่ที่สูงมากคือ 10-66 กิกะเฮิรตซ์ (GHz)
- IEEE 802.16a เป็นมาตรฐานที่แก้ไขปรับปรุงจาก IEEE 802.16 เดิม โดยใช้งานที่ความถี่ 2-11 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งคุณสมบัติเด่นที่ได้รับการแก้ไขจากมาตรฐาน 802.16 เดิมคือคุณสมบัติการรอง
รับการทำงานแบบที่ไม่อยู่ในระดับสายตา ( NLoS - Non-Line-of-Sight) ทั้งยังมีคุณสมบัติการทำงานเมื่อมีสิ่งกีดขวาง อาทิเช่น ต้นไม้, อาคาร ฯลฯ นอกจากนี้ก็ยังช่วยให้สามารถขยายระบบเครือข่ายเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงได้อย่างกว้างขวางด้วยรัศมีทำการที่ไกลถึง 31 ไมล์ หรือประมาณ 48 กิโลเมตร และมีอัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ทำให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อการใช้งานระบบเครือข่ายของบริษัทที่ใช้สายประเภท ที1 (T1-type) กว่า 60 รายและการเชื่อมต่อแบบ DSL ตามบ้านเรือนที่พักอาศัยอีกหลายร้อยครัวเรือนได้พร้อมกันโดยไม่เกิดปัญหาในการใช้งาน - IEEE 802.16e เป็นมาตรฐานที่ออกแบบมาให้สนับสนุนการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์พกพาประเภทต่างๆ เช่น อุปกรณ์พีดีเอ โน้ตบุ๊ก เป็นต้น โดยให้รัศมีทำงานที่ 1.6 – 4.8 กิโลเมตร มีระบบที่ช่วยช่วยให้ผู้ใช้งานยังสามารถสื่อสารได้โดยให้คุณภาพในการสื่อสารที่ดีและมีเสถียรภาพขณะใช้งาน แม้ว่ามีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาก็ตาม
รูปแบบการใช้งาน WiMAX ในส่วนต่าง
ระบบบรอดแบนด์ตามความต้องการ (Broadband on-demand) สำหรับระบบเครือข่ายไร้สายมาตรฐาน WiMAX นั้น จะช่วยให้เหล่าโอเปอเรเตอร์ต่างๆ สามารถจัดสรรงานบริการที่มีความเร็วสูงเทียบเท่าระบบเครือข่ายแบบใช้สายได้ โดยใช้เวลาการติดตั้งที่น้อยกว่า มีราคาที่ถูกกว่ามาก นอกจากนั้น WiMAX ก็ยังช่วยให้มีการจัดเตรียมการใช้งานระบบสื่อสารความเร็วสูงในรูปแบบตามความต้องการได้ในทันทีทันใด โดยรูปแบบนี้เหมาะสำหรับการทำงานในแบบชั่วคราว อาทิเช่น การจัดนิทรรศการ การจัดงานงานประชุม การจัดงานแสดงสินค้า เป็นต้น
ระบบการสื่อสารบรอดแบนด์สำหรับที่พักอาศัย ขณะที่เทคโนโลยีการใช้งานสายเคเบิลและเทคโนโลยี DSL ที่ถูกใช้งานในปัจจุบันนั้นมีช่องว่างในการใช้งานมาก ด้วยข้อจำกัดของการวางโครงข่ายที่มีอยู่และต้นทุนของการวางระบบ ทำให้ไม่สามารถให้บริการกับผู้ที่ต้องการใช้งานจำนวนมากซึ่งต้องการระบบการสื่อสารระดับบรอดแบนด์ได้ แต่ข้อจำกัดเหล่านี้จะถูกทลายลง เมื่อมีการเปิดตัวระบบที่อ้างอิงกับมาตรฐาน WiMAX ออกมา โดยแอพพลิเคชันสำหรับการสื่อสารบรอดแบนด์ไร้สาย WiMAX จะช่วยให้สามารถพัฒนางานต่างๆ ที่สนองตอบความต้องการการใช้งานบรอดแบนด์ในรูปแบบต่างๆ ได้
พื้นที่ซึ่งบริการเข้าไม่ถึง นับว่าเทคโนโลยีระบบการสื่อสารอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงที่ได้อ้างอิงกับมาตรฐาน WiMAX นี้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการใช้งานในพื้นที่ห่างไกล ในเขตที่มีข้อจำกัดของการเดินสายนำสัญญาณในระบบ DSL
บริการการสื่อสารแบบไร้สายคุณภาพสูง มาตรฐานIEEE 802.16e ซึ่งเป็นส่วนต่อเติมของ IEEE 802.16a นั้นเป็นคุณสมบัติแบบพิเศษที่พัฒนาขึ้นมาให้รองรับการใช้งานในแบบที่ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลา เหมาะสำหรับอุปกรณ์ในแบบพกพาสำหรับการเดินทาง ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานยังสามารถสื่อสารได้โดยให้คุณภาพในการสื่อสารที่ดีและมีเสถียรภาพขณะใช้งาน แม้ว่ามีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาก็ตาม
การส่งสัญญาณแบบ Cellular Backhaul ด้วยแบนด์วิดท์การใช้งานของ WiMAX ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ จึงทำให้มีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับการที่จะนำมาใช้งานให้รองรับการส่งสัญญาณในแบบย้อนกลับไปยังสถานีฐานระบบเซลลูลาร์ ซึ่งมีการติดต่อสื่อสารกันในแบบจุดต่อจุดได้
ระบบบรอดแบนด์ตามความต้องการ (Broadband on-demand) สำหรับระบบเครือข่ายไร้สายมาตรฐาน WiMAX นั้น จะช่วยให้เหล่าโอเปอเรเตอร์ต่างๆ สามารถจัดสรรงานบริการที่มีความเร็วสูงเทียบเท่าระบบเครือข่ายแบบใช้สายได้ โดยใช้เวลาการติดตั้งที่น้อยกว่า มีราคาที่ถูกกว่ามาก นอกจากนั้น WiMAX ก็ยังช่วยให้มีการจัดเตรียมการใช้งานระบบสื่อสารความเร็วสูงในรูปแบบตามความต้องการได้ในทันทีทันใด โดยรูปแบบนี้เหมาะสำหรับการทำงานในแบบชั่วคราว อาทิเช่น การจัดนิทรรศการ การจัดงานงานประชุม การจัดงานแสดงสินค้า เป็นต้น
ระบบการสื่อสารบรอดแบนด์สำหรับที่พักอาศัย ขณะที่เทคโนโลยีการใช้งานสายเคเบิลและเทคโนโลยี DSL ที่ถูกใช้งานในปัจจุบันนั้นมีช่องว่างในการใช้งานมาก ด้วยข้อจำกัดของการวางโครงข่ายที่มีอยู่และต้นทุนของการวางระบบ ทำให้ไม่สามารถให้บริการกับผู้ที่ต้องการใช้งานจำนวนมากซึ่งต้องการระบบการสื่อสารระดับบรอดแบนด์ได้ แต่ข้อจำกัดเหล่านี้จะถูกทลายลง เมื่อมีการเปิดตัวระบบที่อ้างอิงกับมาตรฐาน WiMAX ออกมา โดยแอพพลิเคชันสำหรับการสื่อสารบรอดแบนด์ไร้สาย WiMAX จะช่วยให้สามารถพัฒนางานต่างๆ ที่สนองตอบความต้องการการใช้งานบรอดแบนด์ในรูปแบบต่างๆ ได้
พื้นที่ซึ่งบริการเข้าไม่ถึง นับว่าเทคโนโลยีระบบการสื่อสารอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงที่ได้อ้างอิงกับมาตรฐาน WiMAX นี้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการใช้งานในพื้นที่ห่างไกล ในเขตที่มีข้อจำกัดของการเดินสายนำสัญญาณในระบบ DSL
บริการการสื่อสารแบบไร้สายคุณภาพสูง มาตรฐานIEEE 802.16e ซึ่งเป็นส่วนต่อเติมของ IEEE 802.16a นั้นเป็นคุณสมบัติแบบพิเศษที่พัฒนาขึ้นมาให้รองรับการใช้งานในแบบที่ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลา เหมาะสำหรับอุปกรณ์ในแบบพกพาสำหรับการเดินทาง ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานยังสามารถสื่อสารได้โดยให้คุณภาพในการสื่อสารที่ดีและมีเสถียรภาพขณะใช้งาน แม้ว่ามีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาก็ตาม
การส่งสัญญาณแบบ Cellular Backhaul ด้วยแบนด์วิดท์การใช้งานของ WiMAX ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ จึงทำให้มีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับการที่จะนำมาใช้งานให้รองรับการส่งสัญญาณในแบบย้อนกลับไปยังสถานีฐานระบบเซลลูลาร์ ซึ่งมีการติดต่อสื่อสารกันในแบบจุดต่อจุดได้
WiMAX มีอะไรใหม่ ๆ ที่โดนใจบ้าง ?
เรื่องของความเร็ว สำหรับ WiMAX นั้น ได้ให้อัตราความเร็วในการส่งสัญญาณข้อมูลมากถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) โดยใช้กลไกการเปลี่ยนคลื่นสัญญาณที่ให้ประสิทธิภาพสูง สามารถส่งสัญญาณออกไปได้ในระยะทางไกลมากถึง 30 ไมล์ หรือ 48 กิโลเมตร ภายใต้คลื่นความถี่ระดับสูงที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง ทั้งก็ยังไม่มีปัญหาเรื่องของสัญญาณสะท้อนอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว สถานีฐาน(Base Station) ยังสามารถพิจารณาความเหมาะสมในระหว่างความเร็ว และระยะทางได้อีก ตัวอย่างเช่น ถ้าหากการใช้เทคนิคในแบบ 64 QAM (Quadarature Amplitude Modulation) ไม่สามารถรองรับการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพได้ การเปลี่ยนไปใช้ 16 QAM หรือ QPSK (Quadarature Phase Shift Key) ซึ่งจะช่วยเพิ่มระยะทางการในการสื่อสารให้มากขึ้นได้
การบริการที่ครอบคลุม นอกจาก WiMAX จะใช้เทคนิคของการแปลงสัญญาณที่ให้ความคล่องตัวในการใช้งานสูง และเปี่ยมประสิทธิภาพแล้ว มาตรฐาน IEEE 802.16a ก็ยังสามารถรองรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีซึ่งขยายพื้นที่การให้บริการให้กว้างขวางมากขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ระบบเครือข่ายที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบผสมผสาน (Mesh Topology) และเทคนิคการใช้งานกับเสาอากาศแบบอัจฉริยะ (Smart Antenna) ที่ช่วยประหยัดต้นทุนและเพิ่มอัตราความเร็วของการรับส่งสัญญาณที่ให้สมรรถนะในการทำงานน่าเชื่อถือสูง
ความสามารถในการขยายระบบ: WiMAX นั้นมีความสามารถในเรื่องการรองรับการใช้งานแบนด์วิดท์, ช่องสัญญาณ สำหรับการสื่อสารได้ด้วยความยืดหยุ่น โดยสามารถปรับให้สอดคล้องกับแผนการติดตั้งเซลล์ในย่านความถี่ที่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ หรือ ย่านความถี่ที่ได้รับการยกเว้นค่าลิขสิทธิ์ทั่วโลก อาทิเช่น ถ้าโอเปอเรเตอร์ที่ให้บริการนั้นได้รับคลื่นความที่ 20 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ก็สามารถที่จะทำการแบ่งคลื่นความถี่นี้ออกเป็น 2 ส่วน โดยแต่ละส่วนนั้นอยู่ที่ 10 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) หรือจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ๆ ละ 5 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ก็ได้ ทำให้โอเปอเรเตอร์สามารถบริหารจัดการแต่ละส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเพิ่มเติมผู้ใช้งานในแต่ละส่วนได้อีกด้วย
การจัดลำดับความสำคัญของงานบริการ (QoS - Quality of Service) สำหรับระบบเครือข่ายไร้สายมาตรฐาน WiMAX นี้ มีคุณสมบัติด้าน QoS (Quality of Service) ที่รองรับการทำงานของบริการสัญญาณเสียงและสัญญาณวิดีโอ ซึ่งต้องการระบบเครือข่ายที่ไม่สามารถทำงานด้วยความล่าช้าได้ บริการเสียงของ WiMAX นี้ อาจจะอยู่ในรูปของบริการ Time Division Multiplexed (TDM) หรือบริการในรูปแบบ Voice over IP (VoIP) ก็ได้ โดยโอเปอเรเตอร์สามารถกำหนดระดับความสำคัญของการใช้งานให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานต่างๆ อาทิ สำหรับบริการให้องค์กรธุรกิจ, ผู้ใช้งานตามบ้านเรือน เป็นต้น
ระบบรักษาความปลอดภัย นับเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยคุณสมบัติของการรักษาความลับของข้อมูลและการเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งอยู่ในมาตรฐาน WiMAX ที่จะช่วยให้การสื่อสารมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แถมยังมีระบบตรวจสอบสิทธิการใช้งานและมีระบบการเข้ารหัสข้อมูลในตัวด้วย
รูป wimax_logo-1.gif?
สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายมาตรฐาน WiMAX นั้น มีองค์กรที่ได้รับการจัดตั้งจากบรรดาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Nokia, Intel, Proxim, Fujitsu, Alvarion ฯลฯ ที่มีชื่อเรียกกันว่า WiMAX Forum ขึ้น เพื่อร่วมกันพัฒนาและกำหนดมาตรฐานกลางของเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงมาตรฐาน IEEE 802.16 รวมถึงการทำหน้าที่ทดสอบและออกใบรับรองให้แก่อุปกรณ์ที่ใช้มาตรฐานไร้สายระบบใหม่ ทั้งนี้มาตรฐาน IEEE 802.16 จะถูกเรียกกันโดยทั่วไปว่า WiMAX เช่นเดียวกับที่มาตรฐาน IEEE 802.11 เคยได้รับการรู้จักในชื่อ Wi-Fi มาแล้ว
บทสรุป
แม้ว่าในขณะนี้ WiMAX จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่ WiMAX ก็ถือว่า เป็นเทคโนโลยีที่มีอนาคตสดใส เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยตอบสนองความต้องการการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วได้เป็นอย่างดี และหากมองถึงประโยชน์ในการขยายเครือข่ายบรอดแบนด์ให้เข้าถึงพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลแล้ว ผลประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานทุกคนที่จะมีโอกาสได้ใช้เครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงอย่างเท่าเทียมกัน รวมไปถึงการช่วยสร้างรายได้และโอกาสทางการตลาดให้กับเหล่าโอเปอเรเตอร์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย รวมทั้งบรรดาผู้ผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และเชื่อได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยี WiMAX อย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับที่ Wi-Fi ประสบความสำเร็จอยู่ในปัจจุบันนี้
เรื่องของความเร็ว สำหรับ WiMAX นั้น ได้ให้อัตราความเร็วในการส่งสัญญาณข้อมูลมากถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) โดยใช้กลไกการเปลี่ยนคลื่นสัญญาณที่ให้ประสิทธิภาพสูง สามารถส่งสัญญาณออกไปได้ในระยะทางไกลมากถึง 30 ไมล์ หรือ 48 กิโลเมตร ภายใต้คลื่นความถี่ระดับสูงที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง ทั้งก็ยังไม่มีปัญหาเรื่องของสัญญาณสะท้อนอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว สถานีฐาน(Base Station) ยังสามารถพิจารณาความเหมาะสมในระหว่างความเร็ว และระยะทางได้อีก ตัวอย่างเช่น ถ้าหากการใช้เทคนิคในแบบ 64 QAM (Quadarature Amplitude Modulation) ไม่สามารถรองรับการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพได้ การเปลี่ยนไปใช้ 16 QAM หรือ QPSK (Quadarature Phase Shift Key) ซึ่งจะช่วยเพิ่มระยะทางการในการสื่อสารให้มากขึ้นได้
การบริการที่ครอบคลุม นอกจาก WiMAX จะใช้เทคนิคของการแปลงสัญญาณที่ให้ความคล่องตัวในการใช้งานสูง และเปี่ยมประสิทธิภาพแล้ว มาตรฐาน IEEE 802.16a ก็ยังสามารถรองรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีซึ่งขยายพื้นที่การให้บริการให้กว้างขวางมากขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ระบบเครือข่ายที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบผสมผสาน (Mesh Topology) และเทคนิคการใช้งานกับเสาอากาศแบบอัจฉริยะ (Smart Antenna) ที่ช่วยประหยัดต้นทุนและเพิ่มอัตราความเร็วของการรับส่งสัญญาณที่ให้สมรรถนะในการทำงานน่าเชื่อถือสูง
ความสามารถในการขยายระบบ: WiMAX นั้นมีความสามารถในเรื่องการรองรับการใช้งานแบนด์วิดท์, ช่องสัญญาณ สำหรับการสื่อสารได้ด้วยความยืดหยุ่น โดยสามารถปรับให้สอดคล้องกับแผนการติดตั้งเซลล์ในย่านความถี่ที่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ หรือ ย่านความถี่ที่ได้รับการยกเว้นค่าลิขสิทธิ์ทั่วโลก อาทิเช่น ถ้าโอเปอเรเตอร์ที่ให้บริการนั้นได้รับคลื่นความที่ 20 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ก็สามารถที่จะทำการแบ่งคลื่นความถี่นี้ออกเป็น 2 ส่วน โดยแต่ละส่วนนั้นอยู่ที่ 10 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) หรือจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ๆ ละ 5 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ก็ได้ ทำให้โอเปอเรเตอร์สามารถบริหารจัดการแต่ละส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเพิ่มเติมผู้ใช้งานในแต่ละส่วนได้อีกด้วย
การจัดลำดับความสำคัญของงานบริการ (QoS - Quality of Service) สำหรับระบบเครือข่ายไร้สายมาตรฐาน WiMAX นี้ มีคุณสมบัติด้าน QoS (Quality of Service) ที่รองรับการทำงานของบริการสัญญาณเสียงและสัญญาณวิดีโอ ซึ่งต้องการระบบเครือข่ายที่ไม่สามารถทำงานด้วยความล่าช้าได้ บริการเสียงของ WiMAX นี้ อาจจะอยู่ในรูปของบริการ Time Division Multiplexed (TDM) หรือบริการในรูปแบบ Voice over IP (VoIP) ก็ได้ โดยโอเปอเรเตอร์สามารถกำหนดระดับความสำคัญของการใช้งานให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานต่างๆ อาทิ สำหรับบริการให้องค์กรธุรกิจ, ผู้ใช้งานตามบ้านเรือน เป็นต้น
ระบบรักษาความปลอดภัย นับเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยคุณสมบัติของการรักษาความลับของข้อมูลและการเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งอยู่ในมาตรฐาน WiMAX ที่จะช่วยให้การสื่อสารมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แถมยังมีระบบตรวจสอบสิทธิการใช้งานและมีระบบการเข้ารหัสข้อมูลในตัวด้วย
รูป wimax_logo-1.gif?
สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายมาตรฐาน WiMAX นั้น มีองค์กรที่ได้รับการจัดตั้งจากบรรดาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Nokia, Intel, Proxim, Fujitsu, Alvarion ฯลฯ ที่มีชื่อเรียกกันว่า WiMAX Forum ขึ้น เพื่อร่วมกันพัฒนาและกำหนดมาตรฐานกลางของเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงมาตรฐาน IEEE 802.16 รวมถึงการทำหน้าที่ทดสอบและออกใบรับรองให้แก่อุปกรณ์ที่ใช้มาตรฐานไร้สายระบบใหม่ ทั้งนี้มาตรฐาน IEEE 802.16 จะถูกเรียกกันโดยทั่วไปว่า WiMAX เช่นเดียวกับที่มาตรฐาน IEEE 802.11 เคยได้รับการรู้จักในชื่อ Wi-Fi มาแล้ว
บทสรุป
แม้ว่าในขณะนี้ WiMAX จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่ WiMAX ก็ถือว่า เป็นเทคโนโลยีที่มีอนาคตสดใส เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยตอบสนองความต้องการการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วได้เป็นอย่างดี และหากมองถึงประโยชน์ในการขยายเครือข่ายบรอดแบนด์ให้เข้าถึงพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลแล้ว ผลประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานทุกคนที่จะมีโอกาสได้ใช้เครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงอย่างเท่าเทียมกัน รวมไปถึงการช่วยสร้างรายได้และโอกาสทางการตลาดให้กับเหล่าโอเปอเรเตอร์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย รวมทั้งบรรดาผู้ผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และเชื่อได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยี WiMAX อย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับที่ Wi-Fi ประสบความสำเร็จอยู่ในปัจจุบันนี้
ที่มา :http://www.buycoms.com/upload/coverstory/111/WiMax.html
ด้าน Data/Information
MIS หรือ Management Information System คือ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ ซึ่งเป็นระบบที่รวมผู้ใช้ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน การจัดทำสารสนเทศหรือการจัดทำข้อมูลที่ผ่านการประมวลผล การคำนวณทางสถิติแล้ว โดยนำเสนอในรูปแบบต่างๆ นั้น (เช่น รายงานสรุปยอดขาย รายงานผลการประชุม ฯลฯ) มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการทำงาน การจัดการ และการตัดสินใจในองค์กร
ทำไมต้องทำ MIS
เนื่องจากการทำงานในปัจจุบัน ต้องเกี่ยวพันกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นจำนวนมาก ดังนั้น องค์กรส่วนใหญ่จึงเสียเวลาในแต่ละวันไปกับการรวบรวม จดบันทึก การเก็บรักษา และการค้นหาข้อมูล มากถึง 80% ขณะที่การทำธุรกิจมีการแข่งขันกันสูง ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารที่ได้มาอย่างถูกต้องและรวดเร็วกว่าคู่แข่ง ย่อมเป็นผลดีต่อธุรกิจ
MIS เป็นระบบที่ช่วยขจัดปัญหาต่างๆ แก่ธุรกิจ เนื่องจาก MIS จะช่วยให้องค์กรได้ข้อมูลสารสนเทศที่รวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เพื่อนำมาใช้ปรับปรุง และพัฒนาประสิทธิภาพของการทำงาน การจัดทำระบบสารสนเทศในองค์กร ต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของทุกระดับ โดยความต้องการของแต่ละระดับนั้น จะต่างกันไปตามความจำเป็นและความต้องการใช้งาน
3 ระบบสำคัญ เมื่อพัฒนา MIS
บทบาทเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ สามารถจำแนกได้ 3 ประเภท ดังนี้
1. ระบบคู่แข่ง (Competitive System) ข้อมูลที่ได้จะต้องทันสมัย ถูกต้องแม่นยำ และรวดเร็ว ทันต่อการใช้งาน ผู้บริหารระดับต่างๆ สามารถนำไปใช้เพื่อประกอบการวางแผนการตัดสินใจ หรือการประเมินสถานการณ์ในอนาคต ดังนั้น การตัดสินใจโดยผ่านระบบ MIS จึงแตกต่างจากการตัดสินใจแบบเดิม เพราะการตัดสินใจแบบเดิมอาศัยแต่ประสบการณ์ของผู้บริหารเพียงอย่างเดียว
2. ระบบเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงาน บางครั้งการนำ MIS มาใช้ องค์กรต้องเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการปฏิบัติงานบางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับระบบที่นำมาใช้ นอกจากนี้ องค์กรยังต้องจัดตั้งคณะกรรมการมาคอยดูแล เพื่อให้ได้รูปแบบที่แต่ละหน่วยงานสามารถเรียกใช้ และเข้าถึงข้อมูลร่วมกันได้หมด
3. ระบบช่วยประสานงาน (Cooperative System) เป็นระบบที่ช่วยประสานงานระหว่างหน่วยงานสารสนเทศกับผู้บริหารระดับต่างๆ เพื่อจัดทำและปรับปรุงรายงาน ตามความต้องการส่งให้ผู้บริหาร รายงานนี้จะแตกต่างกันไปตามระดับของผู้บริหาร
ระบบย่อยของ MIS
การพัฒนา MIS ขึ้นใช้ในหน่วยงาน สามารถแบ่งเป็น 2 ระบบย่อย เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารข้อมูลและการนำไปใช้ได้ ดังนี้
1. ระบบสารสนเทศตามความต้องการของส่วนงาน เช่น ฝ่ายผลิตอาจต้องการสารสนเทศประเภทข้อมูลแผนการผลิต ตารางการผลิต ข้อมูลการวิเคราะห์และควบคุมค่าใช้จ่าย เป็นต้น ฝ่ายการตลาดอาจต้องการสารสนเทศประเภทข้อมูลการพยากรณ์ยอดขาย ข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดด้านต่างๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจ เป็นต้น
2. สารสนเทศแยกย่อยตามกิจกรรมที่เกิดขึ้นในองค์กร กิจกรรมต่างๆ จะเป็นตัวแบ่งสารสนเทศให้ตรงกับความต้องการใช้งาน เช่น
- การประมวลผลรายการ เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำในแต่ละวัน เช่น การบันทึกรายการบัญชี การประมวลผลการสั่งซื้อ ใบสั่งของ ใบเสร็จรับเงินต่างๆ
- การควบคุมด้านการปฏิบัติงาน นำไปใช้ในการจัดตารางกิจกรรม จัดทำรายงาน
- การควบคุมด้านการจัดการ นำไปใช้ในการจัดทำงบประมาณ จัดสรรทรัพยากร
- การวางแผนกลยุทธ์ นำไปใช้ในการกำหนดวัตถุประสงค์ แผนกลยุทธ์
ที่มา: http://www.ismed.or.th/SME/src/bin/controller.php?view=knowledgeInsite.KnowledgesDetail&p=&nid=&sid=31&id=1687&left=14&right=15&level=3&lv1=3
ทำไมต้องทำ MIS
เนื่องจากการทำงานในปัจจุบัน ต้องเกี่ยวพันกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นจำนวนมาก ดังนั้น องค์กรส่วนใหญ่จึงเสียเวลาในแต่ละวันไปกับการรวบรวม จดบันทึก การเก็บรักษา และการค้นหาข้อมูล มากถึง 80% ขณะที่การทำธุรกิจมีการแข่งขันกันสูง ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารที่ได้มาอย่างถูกต้องและรวดเร็วกว่าคู่แข่ง ย่อมเป็นผลดีต่อธุรกิจ
MIS เป็นระบบที่ช่วยขจัดปัญหาต่างๆ แก่ธุรกิจ เนื่องจาก MIS จะช่วยให้องค์กรได้ข้อมูลสารสนเทศที่รวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น เพื่อนำมาใช้ปรับปรุง และพัฒนาประสิทธิภาพของการทำงาน การจัดทำระบบสารสนเทศในองค์กร ต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของทุกระดับ โดยความต้องการของแต่ละระดับนั้น จะต่างกันไปตามความจำเป็นและความต้องการใช้งาน
3 ระบบสำคัญ เมื่อพัฒนา MIS
บทบาทเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ สามารถจำแนกได้ 3 ประเภท ดังนี้
1. ระบบคู่แข่ง (Competitive System) ข้อมูลที่ได้จะต้องทันสมัย ถูกต้องแม่นยำ และรวดเร็ว ทันต่อการใช้งาน ผู้บริหารระดับต่างๆ สามารถนำไปใช้เพื่อประกอบการวางแผนการตัดสินใจ หรือการประเมินสถานการณ์ในอนาคต ดังนั้น การตัดสินใจโดยผ่านระบบ MIS จึงแตกต่างจากการตัดสินใจแบบเดิม เพราะการตัดสินใจแบบเดิมอาศัยแต่ประสบการณ์ของผู้บริหารเพียงอย่างเดียว
2. ระบบเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงาน บางครั้งการนำ MIS มาใช้ องค์กรต้องเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการปฏิบัติงานบางอย่าง เพื่อให้สอดคล้องกับระบบที่นำมาใช้ นอกจากนี้ องค์กรยังต้องจัดตั้งคณะกรรมการมาคอยดูแล เพื่อให้ได้รูปแบบที่แต่ละหน่วยงานสามารถเรียกใช้ และเข้าถึงข้อมูลร่วมกันได้หมด
3. ระบบช่วยประสานงาน (Cooperative System) เป็นระบบที่ช่วยประสานงานระหว่างหน่วยงานสารสนเทศกับผู้บริหารระดับต่างๆ เพื่อจัดทำและปรับปรุงรายงาน ตามความต้องการส่งให้ผู้บริหาร รายงานนี้จะแตกต่างกันไปตามระดับของผู้บริหาร
ระบบย่อยของ MIS
การพัฒนา MIS ขึ้นใช้ในหน่วยงาน สามารถแบ่งเป็น 2 ระบบย่อย เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารข้อมูลและการนำไปใช้ได้ ดังนี้
1. ระบบสารสนเทศตามความต้องการของส่วนงาน เช่น ฝ่ายผลิตอาจต้องการสารสนเทศประเภทข้อมูลแผนการผลิต ตารางการผลิต ข้อมูลการวิเคราะห์และควบคุมค่าใช้จ่าย เป็นต้น ฝ่ายการตลาดอาจต้องการสารสนเทศประเภทข้อมูลการพยากรณ์ยอดขาย ข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดด้านต่างๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจ เป็นต้น
2. สารสนเทศแยกย่อยตามกิจกรรมที่เกิดขึ้นในองค์กร กิจกรรมต่างๆ จะเป็นตัวแบ่งสารสนเทศให้ตรงกับความต้องการใช้งาน เช่น
- การประมวลผลรายการ เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำในแต่ละวัน เช่น การบันทึกรายการบัญชี การประมวลผลการสั่งซื้อ ใบสั่งของ ใบเสร็จรับเงินต่างๆ
- การควบคุมด้านการปฏิบัติงาน นำไปใช้ในการจัดตารางกิจกรรม จัดทำรายงาน
- การควบคุมด้านการจัดการ นำไปใช้ในการจัดทำงบประมาณ จัดสรรทรัพยากร
- การวางแผนกลยุทธ์ นำไปใช้ในการกำหนดวัตถุประสงค์ แผนกลยุทธ์
ที่มา: http://www.ismed.or.th/SME/src/bin/controller.php?view=knowledgeInsite.KnowledgesDetail&p=&nid=&sid=31&id=1687&left=14&right=15&level=3&lv1=3
ด้าน People ware
ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ (User) หมายถึงผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป สามารถทำงานตามหน้าที่ในหน่วยงานนั้นๆ เช่น การพิมพ์งาน การป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิคต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ก็ได้
ผู้ดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องคอมพิวเตอร์ (Supporter) หมายถึงผู้ดูแลและคอยตรวจสอบสภาพเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้มีสภาพความพร้อมที่จะทำงานได้ตลอดเวลา กลุ่มนี้จะเรียนรู้เทคนิคการรักษา ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ ตลอดการต่อเชื่อม ตลอดจนการใช้งานโปรแกรมต่างๆ ค่อนข้างดี
ผู้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Programmer) หมายถึงผู้เขียนโปรแกรมตามผู้ออกแบบและวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์เป็นผู้กำหนด เพื่อให้ได้โปรแกรมที่ตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานในองค์กร กลุ่มนี้จะศึกษามาทางด้านภาษาคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ สามารถเขียนคำสั่งคอมพิวเตอร์โดยภาษาต่างๆ ได้ และเป็นนักพัฒนาโปรแกรมให้คนอื่นเอาไปใช้งาน
ผู้ออกแบบและวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ (System Analysis) เป็นผู้ที่มีหน้าที่พิจารณาว่าองค์กรควรจะใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะใดจึงจะเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุดและได้คุณภาพดี เป็นผู้ออกแบบโปรแกรมก่อนส่งงานไปให้โปรแกรมเมอร์ทำงานในส่วนต่อไป
ผู้บริหารระบบคอมพิวเตอร์ (System Manager) เป็นผู้มีหน้าที่บริหารทรัพยากรทุกชนิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร
ที่มา : http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/ubon/anocha_s/ipst2456/unit1_peopleware.htm
ผู้ดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องคอมพิวเตอร์ (Supporter) หมายถึงผู้ดูแลและคอยตรวจสอบสภาพเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้มีสภาพความพร้อมที่จะทำงานได้ตลอดเวลา กลุ่มนี้จะเรียนรู้เทคนิคการรักษา ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ ตลอดการต่อเชื่อม ตลอดจนการใช้งานโปรแกรมต่างๆ ค่อนข้างดี
ผู้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Programmer) หมายถึงผู้เขียนโปรแกรมตามผู้ออกแบบและวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์เป็นผู้กำหนด เพื่อให้ได้โปรแกรมที่ตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานในองค์กร กลุ่มนี้จะศึกษามาทางด้านภาษาคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ สามารถเขียนคำสั่งคอมพิวเตอร์โดยภาษาต่างๆ ได้ และเป็นนักพัฒนาโปรแกรมให้คนอื่นเอาไปใช้งาน
ผู้ออกแบบและวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ (System Analysis) เป็นผู้ที่มีหน้าที่พิจารณาว่าองค์กรควรจะใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะใดจึงจะเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุดและได้คุณภาพดี เป็นผู้ออกแบบโปรแกรมก่อนส่งงานไปให้โปรแกรมเมอร์ทำงานในส่วนต่อไป
ผู้บริหารระบบคอมพิวเตอร์ (System Manager) เป็นผู้มีหน้าที่บริหารทรัพยากรทุกชนิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร
ที่มา : http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/ubon/anocha_s/ipst2456/unit1_peopleware.htm
สรุปเนื้อหาบทที่ 1
1.1 ความสำคัญของสารสนเทศ
ปัจจุบัน IT ได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก ทั้งในชีวิตประจำวัน ชีวิตการทำงาน และการดำเนินงานองค์การต่าง ๆ จนบางครั้งอาจเปรียบสารสนเทศได้เสมือนกับสายเลือดที่หล่อเลี้ยงการทำงานแทบทุกด้านขององค์กร และผลกระทบของสารสนเทศมีอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับบุคคล กลุ่ม องค์กร รวมทั้งการทำงานในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ
1.2 ความหมายของข้อมูล, สารสนเทศ, ความรู้
ข้อมูล (Data) คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้งาน ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว
สารสนเทศ (Information) คือ ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและคุณค่าสำหรับผู้ใช้ **มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจ**
ความรู้ (Knowledge) คือ สารสนเทศบวกกับ Know-how คือ สารสนเทศอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้เกิดความรู้ เราต้องเข้าใจวิธีที่ดีที่สุดในการใช้สารสนเทศในการแก้ปัญหาผลิตสินค้าหรือบริการ (Kogut & Zander, 1992)
ความรู้ คือ ความรับรู้และความเข้าใจในการนำสารสนเทศไปใช้ในการแก้ปัญหาในการดำเนินงาน (ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์, 2546)
1.3 ลักษณะของสารสนเทศที่ดี
มิติด้านเวลา
• การทันเวลา (Timeliness) »สามารถหาได้รวดเร็วทันเวลาที่ต้องการ
• ความเป็นปัจจุบัน (Up-to-date)» มีการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
• มีระยะเวลา (Time Period) » มีข้อมูลทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและการตัดสินใจ
มิติด้านเนื้อหา
• ความถูกต้องเที่ยงตรง » สารสนเทศซึ่งไม่มีข้อผิดพลาด
• ความสัมพันธ์กับเรื่อง » สอดคล้องกับเรื่องที่ต้องการ
• ความสมบูรณ์ » คลอบคลุมรายละเอียดที่สำคัญทุกเรื่องที่ต้องการทราบ
• ความน่าเชื่อถือได้ » ขึ้นอยู่กับการเก็บรวบรวมข้อมูล และแหล่งที่มาของข้อมูล
• ตรวจสอบได้ » ตรวจสอบความถูกต้องและแหล่งที่มา
มิติด้านรูปแบบ
• ความชัดเจน
• ระดับของการนำเสนอรายละเอียด
• รูปแบบการนำเสนอ
• สื่อในการนำเสนอ
• ความยืดหยุ่น
• ความประหยัด
มิติด้านกระบวนการ
• ความสามารถในการเข้าถึง
• การมีส่วนร่วม
• การเชื่อมโยง
1.4 ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ ฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์ การสื่อสาร โทรคมนาคม การจัดการฐานข้อมูล และเทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์ (O’Brien, 2001)
1.5 องค์ประกอบระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์
องค์ประกอบที่สำคัญ 6 ส่วนคือ
v ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
v ซอฟท์แวร์ (Software)
v ฐานข้อมูล (Database)
v เครือข่าย (Network)
v กระบวนการ (Procedure)
v คน (People)
1.6 บทบาทของนักบริหารและผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับสารสนเทศ
• กำหนดสารสนเทศทีต้องการ (what) โดยพิจารณาจากลักษณะงาน หรือหน้าที่ของหน่วยงาน
• พิจารณาเวลา (when) ที่ต้องใช้สารสนเทศนั้น เพื่อกำหนดเวลารวบรวม ประมวลผล จัดทำรายงาน
• ทราบว่าจะหาสารสนเทศดังกล่าวได้ที่ไหน (where) จากแหล่งข้อมูลภายใน หรือภายนอก
• เข้าใจว่าทำไม (why) จึงต้องมีสารสนเทศนั้น ทราบถึงสาเหตุในการเก็บรวบรวมข้อมูล
• ทราบว่าผู้ใช้สารสนเทศคือใคร (for whom) เพื่อจะได้จัดทำรูปแบบการนำเสนอให้เหมาะสม
• จะใช้เครื่องมืออะไร (how) ในการเก็บรวบรวม ประมวล รักษาสารสนเทศ
• สามารถเข้าใจความหมายของสารสนเทศที่หามาได้
• สามารถดำเนินการหรือปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม
• ใช้สารสนเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายและอย่างมีจริยธรรม
1.7 แนวทางเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ
การศึกษาเรื่องระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ จำเป็นต้องอาศัยความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ดังนั้นระบบสารสนเทศจึงมีลักษณะเป็น สหวิทยาการ (multidisciplinary) ดังนั้น จึงแบ่งการศึกษาระบบสารสนเทศออกเป็น 2 แนวทางคือ (Laudon, 1999)
· แนวทางด้านเทคนิค (Technical Approach)
· แนวทางด้านพฤติกรรม (Behavioral Approach)
1.8 ประโยชน์ของสารสนเทศ
สารสนเทศที่ดีมีประโยชน์ในด้านต่อไปนี้
Ø ประสิทธิภาพ (Efficiency)
Ø ประสิทธิผล (Effectiveness)
Ø ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)
Ø คุณภาพชีวิตการทำงาน (Quality of Working Life)
1.9 ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศกับองค์กรและการจัดการ
การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเรื่องการออกแบบและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดประโยชน์มีประสิทธิผล โดยจะต้องเข้าใจถึงสิ่งแวดล้อม โครงสร้างหน้าที่การทำงาน วัฒนธรรม การเมือง ภายในองค์การ ตลอดจนบทบาทของผู้บริหารและระบบการตัดสินใจ
1.10 องค์การเสมือนจริง (Virtual Organization)
องค์กรเสมือนจริง คือ รูปแบบองค์กรแบบใหม่ ซึ่งประกอบด้วยคน กลุ่มคน หรือหน่วยงาน หรือองค์การซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้องค์กรเดียวกัน และกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในลักษณะชั่วคราวหรือถาวร โดยผ่านการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อจะดำเนินการในกระบวนการผลิต (Travica, 1997)
1.11 รีอินจิเนียริ่ง
รีอินจีเนียริ่ง คือ การทบทวนความคิดพื้นฐาน และการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่โดยสิ้นเชิง เพื่อให้บรรลุผลการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ในผลงาน เช่น ต้นทุน, คุณภาพ, บริการ, และความเร็ว (Hammer & Champy, 1993)
1.12 การจัดการความรู้ (Knowledge Management)
การจัดการความรู้ คือ กระบวนการที่สำคัญในการสร้าง จัดระบบ และถ่ายทอดความรู้อย่างทั่วถึงภายในองค์กร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากขึ้น
องค์ประกอบของ Knowledge Management มีดังนี้
การสร้างความรู้
คือ การแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร โดยผ่านกลไก การเรียนรู้ อาทิ การวิจัยและพัฒนา การร่วมกันแก้ไขปัญหา, การพัฒนาเครือข่าย, หรือการพัฒนาผ่านเครือข่ายเป็นต้น
การจัดระบบความรู้
เมื่อความรู้ได้สร้างขึ้นแล้ว จะมีกระบวนการต่อเนื่องในการจัดระบบความรู้ รวมถึงการแสดงความรู้ในลักษณะที่ง่ายต่อการเข้าถึงหรือถ่ายโอน
การถ่ายทอดความรู้
คือ การนำความรู้ที่มีอยู่ถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่น หรือหน่วยงานอื่น เช่นการใช้เครือข่ายในองค์กร หรือการใช้ซอร์ฟแวร์สำหรับทำงานเป็นกลุ่ม
1.13 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เฮอร์ไชม์ (Hirscheim, 1985) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถจำแนกได้ 3 กลุ่มคือ
แนวคิดที่มองในด้านบวก
v แนวคิดนี้ซึมลึกอยู่ในวัฒนธรรมของอเมริกัน โดยมีสมมติฐานว่า IT ไม่ควรได้รับการปฏิเสธไม่ว่าภายใต้สถาณการณ์ใด ๆ แต่ควรจะมีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายและรวดเร็ว
v แนวคิดนี้เชื่อว่า IT เป็นยาสารพัดโรคที่แก้ปัญหาทุกอย่างได้
v แนวคิดนี้เชื่อว่า IT มีลักษณะเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ในการควบคุมกระบวนการทำงานภายในองค์กร
v แนวคิดนี้เชื่อว่า IT จะนำไปสู่การจ้างงานเพิ่มขึ้น, ทำให้มีการกระจายอำนาจมากขึ้น, ทำให้การติดต่อสื่อสารดีขึ้น, ช่วยเพิ่มผลผลิต
แนวคิดที่มองในด้านลบ
v แนวคิดนี้มองว่า องค์กรประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความขัดแย้ง และกลุ่มที่มีอำนาจเหนือกว่าจะนำ IT เข้ามาใช้ในการควบคุมการทำงาน
v กลุ่มนี้มองว่า IT จะนำไปสู่การจ้างงานที่ลดลง, ทำให้มีการรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น, ทำให้มีสารสนเทศมากเกินไป และไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผลผลิตที่แท้จริงแต่อย่างใด
v กลุ่มนี้มองว่า IT ทำให้การทำงานเป็นลักษณะประจำ, น่าเบื่อ, ทำให้ความพอใจและคุณภาพชีวิตการทำงานลดลง
v กลุ่มนี้มองว่า IT ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ,สังคม ฯลฯ
แนวคิดเชิงสัมพันธ์
v กลุ่มนี้มองว่า IT จะเป็นตัวแปรแทรกระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างคนและองค์การ
v กลุ่มนี้มองว่า IT จะเป็นบวกหรือลบขึ้นอยู่กับการสร้างและการใช้เทคโนโลยี
v กลุ่มนี้มองว่า การออกแบบ IT ที่ดี คือ การสร้างดุลยภาพระหว่างความพอใจของผู้ใช้และประสิทธิภาพด้านเทคนิค การออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยให้งานประสบความสำเร็จ แต่ยังช่วยให้คนมีความพอใจในการทำงานเพิ่มขึ้นด้วย
Subscribe to:
Posts (Atom)



